Skip to main content
  ค้นหา:
Join:

KBeautifullife > Travel > แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว
 
   
ข้อมูลทั่วไป
Share | |
 
 
 

มิวนิก

“มิวนิก” ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย และเมืองหลวงแห่งเบียร์ของยุโรป นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางธุรกิจ และการคมนาคมที่สำคัญของเยอรมนี ร่ำรวยด้วยศิลปะสถาปัตยกรรมสไตล์บาโร้ก และเรอเนสซองส์ ด้วยเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมอันโดดเด่นเป็นสง่า ความกลมกลืนระหว่างมนต์เสน่ห์แห่งความเก่า และเทคโนโลยีอันทันสมัยนี้ เปรียบเสมือนแรงดึงดูดชั้นดีให้ผู้มาเยือน ได้สัมผัสกลิ่นอายแบบบาวาเรียน อันเปี่ยมด้วยเสน่ห์ที่น่าหลงใหลยิ่งนัก


จัตุรัสมาเรียนปลัตส์ (Marienplatz)

จัตุรัสนี้เป็นเหมือนหัวใจของเขตเมืองเก่า เป็นที่พบปะชุมนุมติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ามานานหลาย
ศตวรรษ ปัจจุบันเป็นลานกว้างสำหรับคนเดิน และศูนย์กลางการจัดงานสำคัญทางวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งบริเวณรอบจัตุรัสนี้มีสิ่งน่าชมมากมาย ดังนี้
  • ตรงกลางจัตุรัสมีเสาพระแม่มารีทองคำ (Mariensaule) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อจัตุรัสแห่งนี้
  • อาคารที่เด่นเป็นสง่าตรงหน้าจัตุรัส คือ ศาลาว่าการเมืองหลังใหม่ เรียกว่า นอยเยอรัตเฮาส์
    (Neue Rathaus) สร้างในสไตล์นีโอโกธิกในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีหอคอยสูงกว่า 80 เมตร
  • ตรงกลางหอคอยมีหอนาฬิกาที่เรียกว่า Glockenspiel ซึ่งจะมีตุ๊กตาออกมาเต้นระบำให้ชมกันในเวลา
    11 นาฬิกา และเที่ยงตรง ในหน้าร้อนจะเพิ่มรอบ 5 โมงเย็นอีกหนึ่งรอบ ชั้นแรกเป็นพาเหรดของอัศวิน เพื่อเฉลิมฉลองพระราชพิธีสมรสของกษัตริย์พระองค์หนึ่งในอดีต มีอัศวินขี่ม้าออกมาดวลกัน ส่วนอีก 2 ชั้น เป็นการเต้นรำเพื่อเฉลิมฉลองที่ชาวเมืองมีชีวิตรอดจากโรคระบาดในปี ค.ศ.1517

โบสถ์เฟราเอ่นเคียร์ชเชอ (The Frauenkirche)

โบสถ์พระแม่มารีทรงหัวหอมคู่ สร้างด้วยอิฐสีแดง สูง 99 เมตรนี้ เป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิวนิก นักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปถึงข้างบนจะได้ชื่นชมกับวิวโดยรอบของเมืองมิวนิก โบสถ์นี้ถูกทำลายอย่างย่อยยับในสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับการบูรณะในปี ค.ศ.1953 ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดชมในโบสถ์คือ แท่นบูชาที่ตกแต่งอย่างหรูหรา
โออ่า และรอยเท้าปีศาจ (Devil’s Footprint) หน้าโถงทางเข้า

ภายในโบสถ์มีความเรียบง่าย ดูสูงโปร่งจากการทาด้วยสีขาว และได้รับแสงจากหน้าต่างทรงสูงจำนวนมากที่ทำจากกระเบื้องโมเสก เมื่อเข้าไปในโบสถ์ จะดูเหมือนว่าโบสถ์นี้ไม่มีหน้าต่าง หน้าต่างด้านข้างทั้งหลายถูกบดบังด้วยเสาขนาดมหึมาจำนวนมาก ตำนานเล่าว่าเมื่อปีศาจย่างเท้าเข้ามาในโบสถ์แห่งนี้ แล้วไม่เห็นหน้าต่างซักบาน จึงกระทืบเท้าด้วยความดีใจจนเป็นรอยเท้าปรากฏอยู่ อีกตำนานกล่าวว่า ปีศาจได้ให้ผู้ที่
ก่อสร้างโบสถ์แห่งนี้ยืมเงินเพื่อใช้ในการก่อสร้างโดยมีเงื่อนไขว่า โบสถ์นี้ต้องไม่มีหน้าต่าง เมื่อสร้างเสร็จเขาพาปีศาจให้ยืนอยู่ ณ ตำแหน่งที่ไม่เห็นหน้าต่างแม้แต่บานเดียว ปีศาจโกรธมากที่โดนหลอกจึงกระทืบเท้าออกไปด้วยความโกรธ รอยเท้าจึงปรากฏเป็นรอยทิ้งไว้อยู่ภายในโบสถ์ตรงหน้าทางเข้า

โบสถ์เฟราเอ่นเคียร์ชเช่อเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 7.00 - 19.00 น. วันพฤหัสบดีเปิดถึง 20.30 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่


ตลาดวิกชัวเลียน (
Victualian Markt)
สร้างขึ้นโดยพระเจ้าแมกซิมีเลียนที่ 1 ในปี ค.ศ. 1807 เป็นตลาดนัดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของเมืองมิวนิก อยู่ใกล้ๆ กับมาเรียนปลัตส์ ทั้งชาวมิวนิกและนักท่องเที่ยวต่างนิยมมาเดินเที่ยวหาซื้อของที่ระลึก หรือหาอาหาร
รับประทาน มีทั้งผักสด ผลไม้นำเข้า ชีส ฮอตด็อก และไส้กรอกอีกนับไม่ถ้วน ในหน้าร้อนตลาดแห่งนี้จะยิ่งคึกคักด้วยเบียร์การ์เด้น พร้อมบรรยากาศอันร่มรื่นด้วยร่มเงาของต้นเกาลัด เปิดวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 7.00 - 20.00 น. วันเสาร์ เวลา 7.00 - 16.00 น ปิดวันอาทิตย์

โรงเบียร์
Hofbräuhaus
โรงเบียร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่จัตุรัสพลาตเซิล ด้วยประวัติยาวนานกว่า 400 ปี โรงเบียร์แห่งนี้จึงเป็นเหมือนตำนานของโรงเบียร์ทั่วโลก ภายในมีห้องขนาดใหญ่ สามารถจุคนได้หลายพันคน มีวงดนตรีที่เล่นเพลงพื้นเมืองบาวาเรียนช่วยเสริมบรรยากาศตลอดเวลา เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 - 23.30 น.
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.hofbraeuhaus.de


พระราชวังเรสซิเดนซ์ (Residenz)

พระราชวังที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของมิวนิก เป็นที่ประทับและศูนย์กลางอำนาจของกษัตริย์บาวาเรียนนานถึง 500 ปี มีห้องพักมากมายถึง 130 ห้อง ภายในพระราชวังเป็นสถานที่จัดแสดงสมบัติล้ำค่ามากมาย ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ภาพเขียน เครื่องเคลือบและเครื่องเงิน ไฮไลต์ที่ควรเยี่ยมชมคือ Antiquarium ห้องโถงสไตล์
เรอเนสซองส์ที่สวยงาม สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1570 เพื่อเป็นสถานที่เก็บวัตถุโบราณมากมาย อาทิ ทอง คริสตัล ภาชนะเคลือบ รวมถึงมงกุฎกษัตริย์บาวาเรีย เปิดให้เข้าชมได้ในวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม เวลา 9.00 - 18.00 น. เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม เวลา 10.00 - 16.00 น. ค่าเข้าชม
คนละ 6 ยูโร รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.schloesser.bayern.de


โบสถ์ Theatinerkirche

โบสถ์แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของมิวนิก แท่นบูชาด้านในเป็นโครงสร้างเสาหิน โดยห้องใต้ดินมีหีบศพทำด้วยหินมหึมา ของกษัตริย์แมกซิมีเลียนที่ 2 และโลงศพทำด้วยบรอนซ์ ของราชวงศ์
วิทเทลบาคส์ เปิดให้ชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 - 19.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่


จัตุรัสแมกซ์-โจเซฟ (Max-Joseph-Platz)
จัตุรัสนี้ตั้งอยู่ติดกับพระราชวัง Residenz ด้านหน้าของจัตุรัส มีอาคารขนาดใหญ่ที่ไม่ควรพลาด คือ โรงละครแห่งชาติ (Nationaltheater) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1811 - 1818 ในสไตล์คลาสสิก ถูกทำลายไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ในรูปแบบเดิม และเปิดอีกครั้งในปี ค.ศ. 1963 จัตุรัสแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้น หรือจุดสิ่นสุดของถนนแมคซิมิเลียน (Maximillianstrasse) ที่นับว่ามีความสวยงามและสง่างามแห่งหนึ่งของเมือง เป็นที่ตั้งของโรงแรมและร้านขายสินค้าแบรนด์เนมมากมาย

พระราชวังนิมเฟนบูร์ก (Nymphenburg Castle)
พระราชวังสไตล์บาโร้กแห่งนี้เดิมเป็นที่ประทับฤดูร้อนของพระเจ้าลุดวิกที่ 1 พระราชวังนิมเฟนบูร์กได้รับการกล่าวขานถึงการตกแต่งภายในอันงดงามและสวนสวย ภายในพระราชวังมีห้องที่ควรเยี่ยมชม คือ Gallery Beauties ของพระเจ้าลุดวิกที่ 1 แสดงภาพวาดสตรีสวยงาม 36 นางในวงสังคมมิวนิก รวมถึงภาพวาดนาง
โลล่า มอนเทช นักเต้นรำชาวไอริช ผู้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าลุดวิกที่ 1 และเป็นสาเหตุที่ทำให้พระองค์
สละราชบัลลังก์ นอกจากนี้ ตัวสวนยังได้รับการออกแบบอย่างสวยงามตามสไตล์ฝรั่งเศส และใช้เป็นที่ประทับในฤดูล่าสัตว์

พระราชวังนี้ตั้งอยู่นอกเมืองมิวนิก สามารถนั่งรถรางสาย 17 หรือรถเมล์สาย 41 แล้วลงป้าย Schloss
Nymphenburg เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน เดือนเมษายน ถึง 15 ตุลาคม เวลา 9.00 - 18.00 น. ตั้งแต่ 16 ตุลาคมถึงมีนาคม เวลา 10.00 - 16.00 น. ค่าเข้าชมพระราชวังและสวน 5 ยูโร ส่วนค่าตั๋วรวม 10 ยูโร จะสามารถเข้าชมพระราชวัง สวน พิพิธภัณฑ์พอร์ซเลน และพิพิธภัณฑ์ราชรถ รายละเอียดเพิ่มเติมที่
http://www.schloesser.bayern.de

สนามฟุตบอลอลิอันซ์-อรีนา (Allianz-Arena)

สนามฟุตบอลที่มีความจุผู้ชมได้ 66,000 คนแห่งนี้ ตั้งอยู่ขึ้นไปทางเหนือของเมืองมิวนิก มีรูปร่างคล้ายยาง
รถยนต์ สร้างขึ้นสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 หลังการแข่งขันก็ได้รับการดัดแปลงให้เป็นสนาม
ฟุตบอลของ 2 ทีมฟุตบอลร่วมเมืองคือ ทีมดังอย่างบาเยิร์น มิวนิก (FC Bayern München) กับอีกทีมที่ไม่ค่อยรู้จักในบ้านเรา คือทีม 1860 มิวนิก (TSV 1860 München) ที่ปัจจุบันตกชั้นไปอยู่ลีก 2 ของบุนเดสลิกา

โดยในวันที่ทีมบาเยิร์นมิวนิกแข่ง สนามจะเปิดไฟสีแดง ขณะที่วันที่ทีม 1860 มิวนิกแข่ง สนามจะเปิดไฟสีฟ้า วันไหนที่เป็นทีมชาติแข่ง หรือว่าทีมร่วมเมืองทั้งสองมาพบกันจะเปิดไฟสีขาว การเดินทางไปยังสนามฟุตบอลแห่งนี้ ให้ขึ้น U-Bahn สาย U6 ลงที่สถานี Fröttmaning ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 นาทีจาก Marienplatz แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 15 นาทีก็จะถึงตัวสนามฟุตบอล

โอลิมปิกปาร์ก (Olimpic Park)

ศูนย์กีฬาขนาดใหญ่ สำหรับจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬ่าโอลิมปิกฤดูร้อนที่มิวนิกเป็นเจ้าภาพ เมื่อปี ค.ศ. 1972 ปัจจุบัน โอลิมปิกปาร์กเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิตชาวเมือง ที่นี่เป็นที่ตั้งของสัญลักษณ์แห่งความทันสมัย 2 อย่างของมิวนิก คือ หอโทรคมนาคมสูง 290 เมตร และสนามกีฬาอันทันสมัย สร้างแบบหลังคาเต็นท์ด้วยแท่นสลิงเหล็กยึดแขวนแผ่นอะครีลิกโปร่งแสง ที่คลุมเป็นหลังคาเหมือนใยแมงมุม สามารถขึ้นลิฟท์ไปชมวิวชั้นบนสุดได้ (เสียค่าขึ้น 4 ยูโร) นอกจากนี้ ภายในโอลิมปิกปาร์กยังมีสระว่ายน้ำและที่เล่นสเก็ตสำหรับผู้รักการออกกำลังกาย ทุกส่วนเปิดตั้งแต่ 9.00 - 24.00 น.
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.olympiapark-muenchen.de


ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Schloss Neuschwanstein)

ปราสาทนอยชวานสไตน์สร้างขึ้นบนยอดเขาลูกหนึ่งบนเทือกเขาแอลป์ รายล้อมด้วยภูมิทัศน์ที่สวยงามและทะเลสาบด้านล่าง จุดประสงค์ของการสร้างปราสาทนี้ เพื่อให้ผสานกลมกลืนไปกับธรรมชาติอันงดงามรอบด้าน ปกติการสร้างปราสาทจะต้องมีสวนที่สวยงามเป็นบริเวณกว้าง มีการสร้างบ่อน้ำพุในสวน
แต่นอยชวานสไตน์ไม่จำเป็นต้องมีสวน เพราะมีธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์รายล้อมอยู่แล้ว ไม่ต้องมีน้ำพุ เพราะมีน้ำตกทางธรรมชาติอยู่ใกล้ๆ

ปราสาทนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งรัฐบาวาเรีย ปราสาทสีขาวที่มีรูปทรงดุจดังปราสาทในเทพนิยายตั้งเด่นกลางเนินเขาสูง มองเห็นได้แต่ไกล ภายนอกสร้างให้ดูเหมือนปราสาทในยุคกลาง แต่ภายในเต็มไปด้วยศิลปะในยุคต่างๆ ไบแซนไทน์ โรมันเนสก์ โกธิก นอกจากนี้ ภายในปราสาทยังวิจิตรบรรจงด้วยภาพวาดฝาผนังเรื่องราวจากละครโอเปร่าของริชาร์ด วากเนอร์ เครื่องเรือนแกะสลักประณีตงดงาม นับเป็นสถานที่
ท่องเที่ยวสำคัญที่จะพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด

การเข้าชมภายในปราสาทต้องซื้อทัวร์เพื่อเข้าชมเท่านั้น โดยมีไกด์พาเดินชมเป็นเวลาประมาณ 35 นาที และเปิดให้เข้าชมทั้งหมด 14 ห้อง ห้องส่วนใหญ่จะประดับประดาด้วยภาพวาดเกี่ยวกับตำนานและนิทานพื้นบ้าน โดยเฉพาะเรื่องที่มาจากอุปรากรของวากเนอร์ เช่น Tannhäuser, Lohengrin, Tristan and Isolde, Parsifal ในการมาชมปราสาทนอยชวานสไตน์ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางจากเมืองมิวนิกโดยทางรถไฟ ลงที่เมือง
ฟุสเซน (Füssen) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากสถานีรถไฟให้ต่อรถบัสสาย 73 หรือ 78 เป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร ซึ่งจะจอดที่จุดขายตั๋วชมปราสาท หลังจากนั้นต้องขึ้นเขาไปยังตัวปราสาทโดยการเดิน ขึ้นรถบัส หรือรถม้าก็ได้ตามอัธยาศัย ราคาก็ขึ้นอยู่กับบริการที่เลือก รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่


ปราสาทโฮเฮนชวานเกา (Schloss Hohenschwangau)

โฮเฮนชวานเกา แปลว่า ปราสาทแห่งดินแดนหงส์ที่อยู่สูง พระเจ้าแม็กซิมิเลียนที่สอง (Maximilian II) พระบิดาของพระเจ้าลุดวิก โปรดให้สร้างปราสาทสีเหลืองทองอร่ามแห่งนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อน โดยในสมัยที่เจ้าชายลุดวิกยังทรงพระเยาว์ ประทับอยู่ที่ปราสาทนี้อย่างมีความสุข และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้พระองค์ต้องการสร้างปราสาทขึ้นเองบ้าง พูดกันโดยทั่วไปว่าโฮนชวานเกาคือปราสาทของผู้พ่อ
ส่วนนอยชวานสไตน์คือปราสาทของผู้ลูก จุดเด่นของปราสาทนี้อยู่ที่ภาพวาดเรื่องราวอัศวินแห่งหงส์ ในนิยายพื้นบ้าน ปราสาทโฮนชวานเกาอยู่ไม่ห่างกันนักจากปราสาทนอยชวานสไตน์ สามารถเดินถึงกันได้ใน 20 นาที และสามารถซื้อทัวร์เข้าไปชมปราสาททั้งสองแห่งได้ในวันเดียวกัน รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

ของฝากของที่ระลึก

  • ชุดพื้นเมืองบาวาเรียน และสินค้าสไตล์บาวาเรียนอื่นๆ เช่น ผ้าพันคอ หมอนอิง กระเป๋า เป็นต้น
  • กระเบื้องเคลือบเอกลักษณ์ของนิมเฟนบวร์ก

ที่พักแนะนำ

Hotel Vier Jahreszeiten Kempinski
โรงแรมสุดหรูระดับห้าดาว ตั้งอยู่บนถนนแมกซิมิเลียน ย่านร้านจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมมากมายใจกลางเมืองมิวนิก โรงแรมนี้เคยต้อนรับเจ้านายราชวงศ์ชั้นสูงและคนเด่นคนดังจากทั่วทุกมุมโลกมาแล้ว
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.kempinski-vierjahreszeiten.com/en/hotel/index.htm


Drei Lowen
โรงแรม Drei Lowen แห่งนี้ เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ที่มีจุดเด่นอยู่ที่การตกแต่งส่วนหน้าของโรงแรม (facade) ด้วยลวดลายแบบบาวาเรีย ตั้งอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟกลาง ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียงดังรบกวนการพักผ่อน เพราะที่นี่มีระบบการดูแลอย่างดีจนความจอแจภายนอกไม่สามารถเข้ามารบกวนได้ นอกจากนี้ การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ภายในเมืองยังสามารถทำได้อย่างสะดวก เพราะอยู่ติดกับสถานีรถไฟใต้ดิน หรือถ้าอยากจะเดินก็ใช้เวลาไปจัตุรัสมาเรียนปลัตส์แค่ 15 นาที รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่


Renaissance
โรงแรมระดับ 4 ดาวแห่งนี้ ตั้งอยู่ชานเมืองในเขตชวาบิ่ง สิ่งที่โดดเด่นของโรงแรมนี้ คือ ธรรมชาติที่แวดล้อมไปด้วยความร่มรื่นจากสวนและต้นไม้ เพราะอยู่ใกล้กับสวนอังกฤษ (English Garden) และโอลิมปิกปาร์ก (Olympic Park) หากต้องการเข้าเมือง การนั่งรถไฟใต้ดินเป็นวิธีการที่สะดวกที่สุด เพราะโรงแรมตั้งอยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดินมากนัก นอกจากนี้จากตัวโรงแรมยังสามารถขับรถขึ้นมอร์เตอร์เวย์ไปยังเมืองอื่นๆ ได้โดยง่าย รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

King’s Center

โรงแรมระดับ 3 ดาว ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นเพียงแห่งเดียวในเมืองมิวนิก โดยการให้แขกผู้ที่มาพักได้พักผ่อนอย่างสุขใจบนเตียงไม้สี่เสาแบบโบราณ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคู่รักที่ต้องการความโรแมนติก อีกทั้งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟกลาง ทำให้เดินทางไปยังแหล่งช้อปปิ้งใจกลางเมืองได้อย่างสะดวก
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.kingshotels.com/center.htm


ร้านอาหารแนะนำ

Tantris
ร้าน Tantris เป็นร้านอาหารในสไตล์บาวาเรียนแท้ๆ ตั้งอยู่บนถนน Johann-Fichter รับประกันได้ถึงความอร่อยจากรางวัลชนะเลิศ 2 ดาวมิชลิน เมนูที่นี่มีให้เลือกหลากหลาย ทุกจานได้รับความพิถีพิถันจากเชฟฝีมือ
คุณภาพ พร้อมทั้งตกแต่งอย่างสวยงาม น่ารับประทาน ที่สำคัญการรับประทานอาหารร้านนี้ต้องแต่งกายสุภาพ และสำรองที่นั่งล่วงหน้าอีกด้วย รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.tantris.de

Cafe am Beethovenplatz

ร้านอาหารสไตล์ยุโรปและเน้นหนักทางอาหารเยอรมันแห่งนี้ ตั้งอยู่บนถนน Goethestrasse 51 เป็นร้านอาหารปลอดสารพิษ ตกแต่งด้วยสไตล์อาร์ตนูโว มีการเพิ่มความสุนทรีย์ให้กับแขกด้วยบทเพลงคลาสสิกที่บรรเลงคลอตามโดยตลอด อีกทั้งเสียงเปียโนหวานซึ้งคอนขับกล่อมช่วยเพิ่มบรรยากาศสุดโรแมนติกมากยิ่งขึ้น
รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

Austernkeller

ตั้งอยู่บนถนน Stollbergstrasse 11 ชื่อของร้านแปลว่า “Oyster Cellar” ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่อาหาร
จานเด่นของร้านนี้ จะเป็นหอยนางรมสารพัดเมนู ที่ล้วนแต่ยั่วน้ำลายนักชิม แต่ไม่ใช่จะมีเฉพาะหอยนางรมเท่านั้น ร้านนี้ยังมีเมนูอาหารทะเลมากมาย ที่ล้วนได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี และรสชาติก็ไม่แพ้กันด้วย
ูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.die-auster-muc.de/

Käfer-Schänke

ร้านอาหารตามแบบฉบับของแคว้นบาวาเรียแห่งนี้ เปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาแล้วมากมาย ประกอบด้วย 12 ห้อง ซึ่งจะมีที่นั่งตั้งแต่ 2 คน ไปยัง 40 คน ที่นี่มีเป็นแหล่งผลิตเชฟที่มีชื่อเสียงของเยอรมันมาแล้วหลายคน ดังนั้น จึงรับรองได้ถึงคุณภาพและรสชาติของอาหาร นอกจากนี้ ร้านนี้ยังคงใช้กรรมวิธีในการทำอาหารแบบดั้งเดิม ไม่มีการดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ทำให้ได้สัมผัสถึงอาหารแบบบาวาเรียนโบราณอย่างแท้จริง รายละเอียดเพิ่มเติมที่


19-11-2009 11:36:48

 
 expandข้อมูลทั่วไป
ข้อมูลทั่วไป
 expandข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
 expandเกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
 expandสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
มิวนิก
เบอร์ลิน
 expandท่องเที่ยวตามงบประมาณ
ย้อนรอยเส้นทางอัลไพน์แห่งบาวาเรีย : 4 วัน 3 คืนงบประมาณ 47,925 บาท
 expandบันทึกการเดินทางประทับใจ
เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ นักร้อง-นักแสดงชื่อดัง
 
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย