Skip to main content
  ค้นหา:
Join:

KBeautifullife > Education > ประสบการณ์แบ่งปันจากรุ่นพี่
วนิษา เรซ
 
Share | |

 

วนิษา เรซ

ผู้ก่อตั้ง บริษัทอัจฉริยะสร้างได้ จำกัด

หลังจากโชว์ความสามารถและมันสมอง ด้วยการเป็นผู้คว้ารางวัลเงินล้านที่ 15 ในรายการอัจฉริยะข้ามคืน เมื่อปี 2549 ผนวกกับการเป็นนักเขียนระดับเบสต์เซลเลอร์ จากการเขียนพ็อกเก็ตบุ๊กทั้ง 3 เล่ม ไม่ว่าจะเป็น “อัจฉริยะสร้างได้” “อัจฉริยะเรียนสนุก” หรือ“อัจฉริยะสร้างสุข” จึงไม่แปลกเลยที่ “หนูดี - วนิษา เรซ” จะได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพคนหนึ่งของเมืองไทย

ซึ่งทั้งหมดนี้หญิงสาวยอมรับว่า เป็นผลมาจากการที่เธอบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปร่ำเรียนศาสตร์แปลกใหม่ ซึ่งนับได้ว่าเป็นโปรแกรมแรกของอเมริกา ที่นำความรู้ด้านสมองมาใช้ในโลกการศึกษา

“ถ้าพูดเรื่องความก้าวหน้าทางการศึกษาต้องยอมรับว่า อเมริกาเป็นประเทศที่ก้าวหน้ามากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ด้วยงบประมาณการลงทุนทางการศึกษาของรัฐบาลอเมริกัน และงบประมาณที่ได้บริจาคจากทั่วโลกในการทำวิจัย จึงทำให้อเมริกาได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ทางการศึกษาค่อนข้างมาก”

โดยสาขาที่คุณหนูดีเลือกเรียนนั้นก็ได้แก่ สาขาครอบครัวศึกษา ในระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยม) ที่
University of Maryland at College Park สหรัฐอเมริกา ที่เธอสามารถคว้าเกียรตินิยมมาครองได้ ขณะที่ในระดับปริญญาโทนั้น หญิงสาวเลือกเรียนด้านสมองและการเรียนรู้ ที่ Harvard University สหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน

“หนูดีไม่เชิงเลือกสาขาแต่สาขาเลือกเรามากกว่า ในความรู้สึกนะคะ เพราะว่าชีวิตหนูดีเป็นการเดินทางที่ไม่ใช่เส้นตรง เหมือนกับตั้งเป้าว่าจะไปเรียนตรงนี้ แล้วก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายตรงนั้น แต่เป็นลักษณะเดินเล่น ท่องเที่ยว ลองเรียนสาขานู้นไม่ชอบ ก็ลองเปลี่ยนมาเรียนสาขานี้ โชคดีที่คุณแม่ไม่เคยบังคับให้รีบร้อน หนูดีเลยไม่กดดันว่า ต้องหาตัวเองให้เจอตั้งแต่อายุ 18 ทำให้มีเวลาหายใจเยอะมาก”

หญิงสาวย้อนถึงที่มาที่ของเส้นทางการศึกษา

“ในตอนต้นอยากเรียนด้านการศึกษาจึงเลือกสาขานี้ แต่พอเรียนไป 2 ปี รู้สึกว่า เป็นครูอย่างเดียวไม่รอบด้าน เพราะเราสอนได้แต่เด็ก แต่สิ่งที่มีผลต่อตัวเด็กมากกว่าครูในสายตาของหนูดีคือ พ่อแม่ ก็รู้สึกว่าเราเป็นครูอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์แล้ว โชคดีที่ได้อาจารย์ที่ปรึกษาดีแนะนำให้ไปเรียนครอบครัวศึกษา ซึ่งเป็นศาสตร์ใหม่มาก เพราะว่าเราคาใจเรื่องครอบครัวอยู่แล้วว่า ครอบครัวมีผลกับเด็กเหลือเกิน จากนั้นจึงย้ายไปเรียน 2 ปีสุดท้ายก็ไปจบปริญญาตรีที่ภาควิชาครอบครัวศึกษา มีความสุขมาก ชอบทุกวันที่ตื่นไปเรียน”

“ส่วนปริญญาโทเคยอ่านงานวิจัยของ ดร.การ์ดเนอร์ แล้วชอบมาก ไปเสิร์ชพบข้อมูลของโปรแกรม Mind, Brain and Education สนใจมากจึงสมัครไป สาขาที่หนูดีเรียนเป็นเหมือนกับสาขาวิชาใหม่ๆ เหมือนเป็นส่วนผสมใหม่ๆ ฉะนั้นถ้าไม่มีใครเปิดสาขาเหล่านี้ไว้ คงไม่มีโอกาสได้เรียน ต้องบอกว่าโชคดีที่ตัดสินใจไปเรียนต่างประเทศ หนูดีคิดว่าการวางยุทธศาสตร์สถานที่เรียน หรือประเทศที่เราจะไปเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะมีวิชาที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเฉพาะ และเหมาะกับเรามากที่สุด ถ้าไม่มีสาขานั้นเราก็คงต้องไปเรียนสาขาอื่นที่อาจไม่เหมาะกับเราเท่านี้”

นอกจากนี้สาวสวยยังบอกอีกว่า สาขาที่เรียนมาสามารถนำมาประยุกต์ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมหาศาล พร้อมยกตัวอย่างให้ฟังว่า การที่เธอเติบโตมาในเจเนอเรชั่นที่คาบเกี่ยว ระหว่างเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ และ
เจเนอเรชั่นวายนั้น ส่งผลให้คนในรุ่นเดียวกับเธอมีความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นความกลัวไม่ประสบความสำเร็จ กลัวการพ่ายแพ้ กลัวการทำงานที่มีรายได้ต่ำ กลัวการแต่งงานที่นำไปสู่การหย่าร้างเป็นต้น ซึ่งระบบการศึกษาไม่สามารถทำให้ความกลัวเหล่านี้หายไป เพียงแต่ประกันความกลัวได้บางส่วนเท่านั้น แต่ทว่าการเรียนด้านครอบครัวศึกษา กลับช่วยลดความกลัวในชีวิตให้บรรเทาลงได้ รวมไปถึงการเรียนด้านวิทยาการด้านสมองที่น่าสนใจ ยังสามารถลองนำมาปรับใช้ในชีวิตตัวเองได้ทุกวัน จนเธอรู้สึกถูกใจในระบบการศึกษาที่สามารถตอบโจทย์ในชีวิตของตัวเองได้ มิใช่ตอบโจทย์เฉพาะเรื่องทำมาหาเลี้ยงชีพ อย่างเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ตามแม้จะมั่นใจในประโยชน์เหลือคณานับ จากการเรียนในสาขาที่ไม่คุ้นหูในเมืองไทย แต่เจ้าตัวยังอดคิดไม่ได้ว่า จะนำสิ่งที่ได้เรียนมาปรับใช้อย่างไรดี เพราะศาสตร์เหล่านี้ไม่ได้มีอาชีพรองรับตายตัว เหมือนอาชีพนักบัญชี หรือวิศวกร

“เราต้องคิดเองว่าจะเอามาใช้ได้อย่างไร ครูก็ไม่ได้รับประกันด้วยซ้ำว่า เราจะหางานทำได้หรือเปล่า แต่ถ้าทำได้ครูก็ภูมิใจ เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของหนูดีหมดเลย พอกลับมาก็ทำงานแฮปปี้มาก ทั้งเขียนหนังสือ จัดรายการวิทยุ และเป็นวิทยากรพิเศษ ก็เป็นการเอาความรู้มาให้คนอื่น และให้ความรู้ในกระบวนการที่หนูดีหา เลี้ยงชีพได้ด้วย เพราะฉะนั้นปริญญาที่ทำมาก็คุ้มทุกใบนะคะ ทั้งในเชิงความสนุกสนาน ถ้าในเชิงที่เรียกว่า เป็นการลงทุนก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะเราดูแลตัวเองได้”

ที่สำคัญหญิงสาวยืนยันว่า ข้อดีของการเรียนต่อต่างประเทศที่เป็นเสมือนจุดพลิกผัน ซึ่งแปรสภาพเธอจากเด็กงอแง สุดสปอยล์ ที่เคยโทรศัพท์ไปร้องไห้กับคุณแม่เป็นว่าเล่น กระทั่งค่าโทรศัพท์ทะยานเดือนละร่วมแสน กลับกลายเป็นคนเข้มแข็งและรอบคอบในการใช้ชีวิตขึ้นมาทันตาเห็น

“เวลาไปเรียนต่อต่างประเทศ จะเป็นโอกาสที่เราได้ทำความรู้จักกับตัวเอง ในมุมที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เช่น เราจะรู้ว่าเราทำอะไรได้เยอะมากกว่าที่เคย เราจะรู้ว่าเราเข้มแข็งกว่าที่เราคิดมาก ทำให้เรารู้สึกว่า เราควบคุมชีวิต ของตัวเองได้ ชีวิตเราไม่ได้อยู่ในมือของพ่อแม่หรือเพื่อน แม้กระทั่งครู เราเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง”

“หนูดีคิดว่าเป็นบทเรียนที่ทรงพลังมาก แล้วยิ่งได้มาตั้งแต่
อายุน้อย ก็จะทำให้เราจัดระบบชีวิตลงตัวได้เร็ว เพราะเด็กไทยจำนวนมาก ไม่เคยก้าวข้ามระหว่างความเป็นเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่ได้เลย หลายคนต่อให้อายุ 40 - 50 ก็ยังคงเอานิสัย และวิธีการดำเนินชีวิตแบบเด็กมาใช้ ซึ่งไม่มีวันเวิร์กในชีวิตผู้ใหญ่เลยเช่น ไม่เคยควบคุมเรื่องเงินของตัวเอง ไม่เคยรู้เรื่องการใช้จ่ายว่าต้องใช้จ่ายเท่าไหร่ เงินออกเท่าไหร่ เงินเข้าเท่าไหร่ เงินเก็บเท่าไหร่ ควรคบคนประเภทไหน สิ่งไหนควรหลีกเลี่ยง ควรจัดการเวลาอย่างไร นี่คือทักษะชีวิตในโลกของผู้ใหญ่ ที่พ่อแม่ไม่สามารถจัดการแทนเราได้ตลอดชีวิต”

“ตัวหนูดีก็เริ่มช้ามากเพราะไปอเมริกาก็อายุ 18 - 19 ปี รถก็ต้องให้แม่ซื้อ ค่าประกันรถแม่ก็ต้องออก ทุกสิ่งทุกอย่าง ค่าที่พัก ค่าอาหารก็ต้องขอแม่ ในขณะที่เพื่อนฝรั่งของหนูดีเก็บเงินซื้อรถกระป๋องคือ ไม่มีใครใช้รถใหม่ แต่หนูดีใช้รถใหม่ แล้วก็ไม่ได้มีคนชื่นชมด้วย เพราะเขารู้ว่าพ่อแม่ซื้อให้ ฉะนั้นค่านิยมมันตรงกันข้ามกับที่เราเจอในเมืองไทย ทำให้เราตื่นขึ้นมากับชีวิตมากๆ เลยนะคะ ฉะนั้นหากถามถึงมุมมองที่มีต่อการเดินทาง
ไปศึกษาต่อประเทศ เธอยกมือสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้
ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ออกไปเรียนรู้การดำเนินชีวิตนอกวัฒนธรรมของตัวเองบ้าง”

“ต้องไปอยู่เลย พูดภาษานี้ไม่ได้ ไม่เข้าใจวิธีที่เขาคิด ไม่เข้าใจวิธีที่เขาทำงาน ไม่เข้าใจวิธีการใช้เงิน ทำไมเขาเที่ยวอย่างนี้ คือไม่เข้าใจทุกอย่าง และไปอยู่ให้ได้เหมือนเขา อย่าไปอยู่แบบแปลกปลอม อย่าไปอยู่แบบคนต่างชาติ”

“ตัวหนูดีเองเรียนจบแล้ว ก็ยังบังคับตัวเองให้ไปอยู่ประเทศที่ไม่เคยไปปีละครั้ง ปีนี้ไปอยู่ฝรั่งเศสมาเดือนหนึ่ง พูดไม่ได้สักคำ รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แต่สนุกมาก ต้องปรับตัว ปรับวิธีคิด ทำให้เรา เติบโตและไม่หลงไปว่าเราเก่งที่สุดแล้ว เพราะบางครั้งพออยู่ที่ไหนนานๆ เราจะชอบคิดว่าเราเก่งจัง คิดแบบนี้ อันตรายค่ะ”

“ตอนเรียนปริญญาตรีแทบไม่พบเพื่อนคนไทยเลย มามีเพื่อนคนไทย 1 - 2 ปีสุดท้าย ซึ่งเพื่อนไทยของหนูดีก็ไม่ได้เจาะจงว่าต้องคบคนไทยเท่านั้นเหมือนกัน เรามีเพื่อนฝรั่งเยอะมาก ไม่เฉพาะอเมริกัน แต่เป็นเพื่อนจากยุโรป อเมริกาใต้ แอฟริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เรียกว่า เป็นกลุ่มค่อนข้างจะนานาชาติ ทำให้ได้เรียนทั้งภาษาแปลกๆ วิธีคิด รวมถึงเมนูอาหารชาติต่างๆ ที่เราทำมาแลกเปลี่ยนกันกินเสมอๆ หนูดีสนับสนุนให้เปิดใจรับเพื่อนหลายๆ ประเทศ และเมื่อเรียนจบเราจะมีเพื่อนรักอยู่ทั่วโลกเลย”

“แต่เด็กไทยที่นั่นก็น่ารัก ได้ไปเจอกันช่วง 1 - 2 ปีสุดท้าย เพราะหนูดีกับน้องสาว (หนูหวาน - วโรณิกา) ไปเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารไทยสนุกมาก สนับสนุนให้เด็กทุกคนไปเป็นเด็กเสิร์ฟ หรือไปทำงานอะไรก็ได้ แล้วจะรู้ซึ้งถึงคำว่าคุณค่าของเงินมากขึ้น จากที่พ่อแม่ส่งมาให้เวลาใช้เลยไม่ค่อยคิด กลายเป็นว่าเงินทุกเหรียญเป็นความภูมิใจ”

นอกจากนี้การทำงานพิเศษยังส่งผลให้รู้จักการจัดการเวลา ทำให้ท่องหนังสือเป็นระบบมากขึ้น ไม่เอ้อระเหยลอยชายเหมือนแต่ก่อน ที่สำคัญยังเข้าสูตรได้เพื่อนได้เงิน แต่ไม่มีเวลาไปเที่ยวใช้เงิน เพราะคิวแน่นตลอดทั้งวัน กระทั่งระยะหลังคุณแม่ไม่ต้องส่งเสียค่าใช้จ่ายใดๆ มาให้ แถมยังมีเงินติดกระเป๋ากลับเมืองไทย มาเลี้ยงข้าวคุณแม่อีกด้วย

ยกข้อดีของการเรียนต่างประเทศมามากมาย ใช่ว่าการไปเรียนต่อต่างประเทศจะไม่มีข้อให้พึงระวัง

“สำหรับน้องผู้หญิงหนูดีว่าอันตราย อย่าไว้ใจผู้ชายทุกคน เป็นเรื่องที่แม่บอกหนูดีตลอด ไม่ใช่มองโลกในแง่ร้ายนะคะ แต่ถ้าคิดอย่างนี้เราจะรอด ต่อมาถ้าใครพิสูจน์ว่าเขาเป็นคนดีแล้วค่อยรับมาเป็นเพื่อน มาเป็นคนสนิท มาเป็นแฟน มาอยู่ในชีวิตของเรา ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะเสี่ยงน้อยลง เรื่องการคบเพื่อน บางทีเวลาเราอยู่เมืองไทยเราไม่เคยตั้งการ์ดเลย แต่ไปเมืองนอกเราจะตั้งการ์ดมากขึ้น เริ่มมีหลักการในเลือกคบเพื่อนชัดเจน ทำให้เราทุกคนมีทักษะในการจัดการสิ่งมีชีวิตรอบตัวได้ดีขึ้นมาก”

นอกจากนี้เธอยังให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ฉะนั้นก่อนเดินทางไปเรียนต่อในเมืองใด แม้กระทั่งภายในสถานศึกษา ควรคำนึงถึงความปลอดภัย และจุดสุ่มเสี่ยงที่ไม่ควรไปในบริเวณนั้นๆ ให้เช็คข้อมูลกับคนที่อยู่ในเมืองมาก่อนเราว่า ตรงไหนไปได้ ตรงจุดไหนอันตราย ยิ่งเราเป็นผู้หญิงยิ่งห้ามไว้ใจใครนอกจากตัวเอง

“ภายในเวลาที่เราได้รับปริญญากลับมา เราจะเปลี่ยนไป จนจำตัวเองแทบไม่ได้ แต่เป็นการเปลี่ยนในทางที่ดีและเข้มแข็ง ชัดเจนมากขึ้นกับชีวิต”

ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า ได้เกิดขึ้นกับเธอแล้วจริงๆ!!


02-12-2009 15:36:22
ระดับการศึกษา